บักเหวินกลับบ้านไปแล้ว ผมไปส่งเขาที่สถานีขนส่งหมอชิต กว่าจะเจรจาให้พนักงานรถทัวร์เข้าใจได้ ก็เล่นเอาเหนื่อย ทั้งโชเฟอร์และบัสโฮสเตสยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า เขาจะไม่ยอมให้ชายคนนี้ขึ้นรถเด็ดขาด ผมไม่โทษพวกเขาหรอก เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจได้ จะมีรถโดยสารสักกี่คันที่ยอมให้คนไม่สวมเสื้อขึ้นรถของเขา
หลังจากต่อรองกันอยู่นาน พวกเขาก็ยอม พนักงานสาวพาเขาไปนั่งเบาะหลังสุด ติดกับห้องน้ำที่มีกลิ่นโชยออกมาตั้งแต่รถยังไม่ทันออก ผู้โดยสารทั้งหมดพากันมองบักเหวินเพื่อนผมเหมือนตัวประหลาด จะไปตำหนิคนพวกนี้ไม่ได้หรอก เป็นใครก็ต้องมองแบบนี้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างผอมกะหร่อง เดินสะพายกระเป๋างกเงิ่นมาขึ้นรถคันหรู ทั้งที่ร่างกายท่อนบนเปล่าเปลือย อวดแผงกระดูกซี่โครงเหมือนกระเบื้องลอนตราช้าง ขณะท่อนร่างกลับนุ่งกางเกงยีนส์รัดเข็ดขัดเสียเรียบร้อยจนเอวกิ่ว
ก่อนรถออกจากท่า เหวินหันมามองผมด้วยสายตากลวงโหวง ผมโบกมือให้เขาอย่างเหงาหงอย ใจหนึ่งรู้สึกโปร่งโล่งอย่างบอกไม่ถูก แต่อีกใจกลับนึกไปไกลกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ เมื่อเขาไปถึงหมู่บ้าน...
ออกจากสถานีหมอชิต ผมเรียกแท็กซี่มาคันหนึ่ง คนขับไขกระจกมามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากบอกเส้นทาง เขาเริ่มออกรถและกดมิเตอร์ พลางบ่นปอดแปดว่าดีที่ผมไม่ใช้เส้นทางไปแถวสะพานมัฆวานรังสรรค์ และดีที่ผมไม่ใส่เสื้อเหลือง ไม่งั้นเขาไม่มีทางจะไปส่ง เขายังบอกอีกว่า เพิ่งปฏิเสธผู้โดยสารไปสองคนเมื่อสักครู่ เพราะพวกนั้นใส่เสื้อเหลือง
ผมฟังแล้วหัวเราะหึ ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าเสื้อสีเหลืองมันเกี่ยวกับรถแท็กซี่ตรงไหน แต่ผมไม่มีเวลาคิดเรื่องทำนองนี้หรอก ตลอดทางที่นั่งแท็กซี่กลับที่พัก ใจผมก็เฝ้าวนเวียนแต่เรื่องบัก เหวิน กังวลไปสารพัด ไม่เว้นแม้แต่ว่าเขาจะนั่งนอนอยู่ได้อย่างไรในรถที่เปิดแอร์ตลอดคืน เจอรถที่แอร์ไม่ค่อยเย็นก็คงพอทำเนาอยู่หรอก แต่รถทัวร์สายอีสานนั่นหรือ เราจะไปเอานิยายอะไรกับมันได้ บางคันถึงเปิดแอร์ก็เหมือนนั่งอยู่ในเตาอบ แต่บางคันแอร์กลับเย็นเหมือนนั่งอยู่บนยอดภูกระดึงก็ไม่ปาน ผมคิดว่าถ้าบักเหวินไม่โง่ มันก็คงเอาผ้าห่มผืนน้อยที่เขาแจกให้มาคลุมกายให้พอทุเลา แต่นึกอีกที ผมจะไปเอานิยมนิยายอะไรกันเล่ากับคนที่ไม่ใส่เสื้อ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด ความจริงผมน่าจะกลับบ้านพร้อมเขา กลับไปด้วยกัน เหมือนตอนที่เราเดินทางเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ เขากับผม เราสองคนที่เคยกรีดเลือดเป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน คนที่เป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงมาทิ้งเพื่อนให้กลับบ้านไปตามลำพังได้อย่างไร ยิ่งเสี่ยวของเขาเป็นคนไม่ใส่เสื้อเสียด้วย
เสียงสัญญาณข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์มือถือ ผมล้วงออกมาเปิดอ่านด้วยความเคยชินเสียมากกว่า บริการเนชั่นทันข่าวส่งข้อความใหม่มาหนึ่งข้อความ
“พันธมิตรประกาศสงครามครั้งสุดท้าย พร้อมเคลื่อนพลยึดทำเนียบ ไม่ชนะไม่กลับ”
เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ผมไม่มีเวลาสนใจข่าวคราวทำนองนี้ ความคิดของผมไปรออยู่ที่หมู่บ้านโน่นแล้ว หมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งกว้างในภาคอีสาน ล้อมรอบไปด้วยแนวป่าที่หลงเหลืออยู่ไม่มาก ตอนเช้าตรู่ชาวบ้านพากันทยอยตื่น เสียงไก่ขันดังกระชั้นมาจากบ้านโน้นบ้านนี้ เสียงหมูในเล้า เสียงลูกแหง่ร้องเรียกหาแม่จากคอกใต้ถุนบ้าน เสียงเพลงหมอลำดังทักทายมาจากลำโพงหอกระจายข่าว ควันไฟสีขาวที่แม่ครัวคนใดคนหนึ่งกำลังนึ่งข้าวลอยชำแรกอ้อยอิ่งขึ้นเหนือหลังคาแฝก ก่อนจางหายไปกับสายหมอกบางเบาเหนือหมู่บ้าน บนถนนลาดซีเมนต์ที่สร้างโดยพวกอบต.เริ่มมีผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็จูงวัวควายออกไปทุ่ง สักพักเสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันหนึ่งก็วิ่งไปจอดหน้าบ้านแม่ใหญ่หงวน เด็กหนุ่มคนหนึ่งลงจากท้ายรถ ล้วงกระเปาส่งเงินค่าโดยสารให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างก่อนยืนเก้ๆ กังๆ มองซ้ายมองขวาเหมือนหมาตื่นเมือง
ถึงตอนนี้ตรงร้านชำของน้ามาลัยก็คงมีคนมารอซื้อของอยู่บ้างแล้ว ในจำนวนนั้นอาจมีพี่ป้าน้าอาคนที่เรารู้จักอยู่หลายคน และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นทิดเสียนที่มาปลุกน้ามาลัยแต่เช้ามืด เพื่อเซ็นเหล้าขาวสักครึ่งขวด ทิดเสียนนั้นตื่นก่อนไก่ บางทีแกมานั่งตะคุ่มอยู่หน้าร้านน้ามาลัยตั้งแต่ไก่ไม่ทันโห่ มองไปมองมาชวนให้นึกว่ามีโพนปลวกน้อยมาขึ้นอยู่หน้าบ้านของแกอย่างไรอย่างนั้น
บัดนี้ คนทั้งหมดก็จะต้องเห็นบักเหวิน พวกเขายังรู้อีกว่าบักนั่นมันเพิ่งลงรถทัวร์มาจากกรุงเทพฯ และต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าหมู่บ้าน มีแต่คนที่กลับจากกรุงเทพฯ เท่านั้นที่นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาตอนเช้ามืด คราวนี้เชื่อได้เลยว่าคนทั้งหมดจะต้องหันมามองเป็นตาเดียว จากนั้นก็คงหันกลับไปจกตากันอยู่ล่อกแล่ก
“มันถืกปล้นมาบ่” ใครสักคนอาจถามขึ้น
“บักนั่นแม่นผู้ได๋” พวกเขาต้องสงสัยกันทั่วหน้า
“มันป่วงบ่ ถึงบ่ใส่เสื้อใส่ผ้า” ต้องมีสักคนแน่นอนที่ถามทำนองนี้ พวกเขาต้องเข้าใจว่าหมอนั่นเป็นบักผีบ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีแต่บักผีบ้าเท่านั้นแหละที่ถอดเสื้อกลับมาจากกรุงเทพฯ คนดีๆ เขาไม่ทำแบบนี้อย่างเด็ดขาด กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองกระจอก ๆ ที่เราจะเดินถอดเสื้อไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาใครต่อใครจะไปกรุงเทพฯ เขาจะต้องพิถีพิถันกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นพิเศษ เขาต้องใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เท่านั้น เสื้อผ้าพวกนี้จะถูกเก็บไว้อย่างดีในตู้ที่ใส่ลูกเหม็นกันแมลงสาบ นาน ๆ จะเอามาใส่กันทีหนึ่ง นั่นหมายถึงต้องมีงานนักขัตฤกษ์อะไรสักอย่าง หรือไม่ก็เวลาไปติดต่อราชการที่อำเภอ
แต่พักเดียวพวกเขาก็จะต้องแปลกใจยิ่งขึ้นอีก เมื่อประจักษ์ชัดว่า บักผีบ้าไม่ใส่เสื้อที่ยืนหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ายืนเก้กังอยู่นั้นคือ บักเหวินลูกชายแม่ใหญ่หงวน บักเหวินที่ร้องเพลงหมอลำเล่นลูกคอได้ยอดเยี่ยมปานเฉลิมพล มาลาคำนั่นทีเดียว
ครู่นั้น ใบหน้าของหญิงชราคนหนึ่งก็ผุดพร่างขึ้นในห้วงคำนึงของผม หญิงชราร่างอ้วนท่าทางใจดีอยู่เป็นนิจ ที่เคยออกปากสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่ผมกับบักเหวินจะขึ้นรถผ้าป่าออกจากบ้านไปกรุงเทพฯ เมื่อสามปีก่อน
“บักเหวินมันปึก มันบ่เคยลงไปไทยจักเทื่อ เจ้าซ่อยเบิ่งแยงมันแน่หล่าเอ๊ย”
มือเหี่ยว ๆ ของแม่ใหญ่ลูบไหล่ผมอยู่ไปมา เหมือนช่วยย้ำเตือนฝากฝัง ขณะสายตาของแกจ้องมองไปยังลูกชายคนเดียวที่กำลังก้าวขึ้นรถบัสขบวนผ้าป่าด้วยสายตาละห้อย
ถ้าแกถามขึ้นมาละ ว่าทำไมถึงปล่อยให้บักเหวินกลับบ้านตามลำพัง ผมจะตอบแกได้อย่างไรว่า ทำไมบักเหวินมันกลายเป็นคนไม่ใส่เสื้อไปเสียแล้ว...
ยิ่งคิดยิ่งไม่สบายใจ ผมมาถึงห้องพักเอาเมื่อเกือบห้าทุ่ม ห้องเช่าของเราเงียบเหงา ผมไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้องอย่างหดหู่ กลิ่นสาบอันคุ้นเคยกำซาบเข้าจมูกทันทีที่เดินเข้าห้อง มันคือกลิ่นของความยากไร้ กลิ่นเหม็นน้ำครำจากท่อน้ำหลังบ้าน กลิ่นสาบของผมและกลิ่นของ เหวินเพื่อนเก่าที่ผสมผสานเป็นกลิ่นสาบชวนคลื่นเหียน ยากจะคิดต่อไปได้ว่า เมื่อเหวินไม่อยู่แล้ว ต่อไปกลิ่นเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
ผมเปิดไฟ ก่อนทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เพียงตัวเดียวข้างผนัง บนผนังนั่นเอง บักเหวินเพื่อนรักกำลังยืนยิ้มแฉ่งอยู่ในรูปถ่ายใบย่อม ๆ เขายืนกอดคอกับผู้ชายอีกสองคน แต่ละคนใส่เสื้อยืดสีเหลือง คาดหัวด้วยริ้วผ้าสีเหลืองเช่นเดียวกัน บนแถบผ้าตรงหน้าผาก มีตัวหนังสือสีแดงเขียนคำว่า “กู้ชาติ” เห็นเด่นชัด
ผมจ้องมองรูปนั้นด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย รูปของเหวินยื่นเด่นเห็นชัดอยู่กลางเพื่อนกู้ชาติทั้งสอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉากหลังของรูปเป็นภาพผู้คนจำนวนมากในเสื้อเหลืองอร่ามเรืองราวทุ่งทานตะวัน ดวงตาของเหวินเป็นประกายมุ่งมั่น ต่างกับแววตากลวงโหวงที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อสักครู่
“พวกกู้ชาติ” ผมทวนข้อความนี้อยู่ในใจ บางทีเรื่องทั้งหมดมันอาจจะเริ่มจากตรงนี้กระมัง...


ถ้าเรื่องมันเริ่มจากตรงนี้จริงๆ เชื่อได้เลยว่าเรื่องทั้งหมดที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้น หากบักเหวินยังอยู่ที่หมู่บ้านของเรา ใครจะเชื่อเล่าว่า เด็กหนุ่มท่าทางหงิมๆ และพูดน้อยอย่างบักเหวินจะมาสนใจเรื่องการบ้านการเมืองกับเขาได้ ว่ากันว่า ตอนมีสิทธิ์ได้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก มันยังทำเครื่องหมายกากะบาดในบัตรเลือกตั้งลงไปครบทุกช่อง ครูคำพันหนึ่งในกรรมการนับคะแนนในครั้งนั้น ยังเคยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังในวงเหล้าว่า พอเห็นบัตรเลือกตั้งใบนั้น แกนึกได้ทันทีว่าต้องเป็นของบักเหวินอย่างไม่ต้องสงสัย มีบักเหวินคนเดียวเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้ แกอ้างว่า สมัยเป็นนักเรียน เวลามันทำข้อสอบวงกลม บักเหวินวงเสียหมดตั้งแต่ข้อ ก ไปจนถึงข้อ ง. ทำเอาครูที่ตรวจข้อสอบงงเป็นไก่ตาแตก เพราะมันตอบถูกเสียทุกข้อ แต่พอหยิบกระดาษคำตอบของบักเหวินขึ้นมาส่องดูอีกที แกก็ถึงบางอ้อ
คนที่กาบัตรเลือกตั้งยังไม่ถูก คนที่ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มยังจำชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้สักคนเดียว จะข้าไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ผมเองยังนึกแทบไม่ออก ถ้าจะให้ลำดับเรื่อง ผมว่าคงต้องย้อนไปอีกสักหน่อย มันน่าจะเป็นตอนที่เขาเปลี่ยนงานจากกรรมกรก่อสร้างไปเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั่นแหละ….
นั่นเป็นปีที่สามที่ผมกับบักเหวินมาร่วมหัวจมท้ายอยู่ในห้องเช่าซ่อมซ่อแห่งนี้ ความรู้แค่ปวช. อย่างผมอาจมีภาษีกว่าเหวินเล็กน้อย ที่ไม่ต้องไปแบกถังปูนในไซส์งานก่อสร้างให้เหนื่อยแรง แต่ถึงจะเป็นช่างทาสี ทั้งผมกับเหวินก็คือกรรมกรก่อสร้างผู้ต่ำต้อยอยู่ดี
“เบิ่งตะเว็นแดง ยามมื้อแลงแล้วคึดฮอดบ้าน กลับมาจากทำงาน นั่งฝันส่งใจไปหา ความจนขับไล่ ตัดใจหนีไกลบ้านมา จากพ่อแม่ชราอยู่เมืองฟ้า สู้งานอยู่เพียงลำพัง....”
เพลง “คึดฮอดคนไกล” ของไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนงานก่อสร้าง ผุดแว่วขึ้นมาในหูเมื่อผมนึกมาถึงตอนนี้ ใบหน้าซื่อๆ ตามแบบฉบับผู้บ่าวไทบ้านของเหวินก็โผล่ตามมาติดๆ เขาชูแก้วเหล้าไว้ในมือ ส่ายไปมา พลางแหกปากร้องเพลงของไมค์ ภิรมย์พรจนคอขึ้นเอ็น เหวินร้องเพลงนี้เสมอ เมื่อเราตั้งวงกินเหล้าขาวหลังเลิกงาน เพียงเขาเริ่มต้นแค่ท่อนแรก ก็ทำเอาพวกเรานั่งซึมไปตามๆ กัน
ชีวิตคนงานก่อสร้างในเมืองฟ้าบางกอก ขังเราแทบทั้งหมดไว้ในโลกของงานหนัก ในปีแรกเราทั้งสองยังไม่มีห้องเช่าเป็นของตัวเอง ที่พักประจำของเราก็คือ เพิงพักคนงานในไซส์ก่อสร้างที่โยกย้ายไปเรื่อย ๆ แต่พอย่างเข้าปีที่สอง ผมก็ชวนเหวินมาเช่าห้องเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่ซุกหัวนอน ปีนั้น ผมกับเหวินไม่ค่อยได้พบกันบ่อยนัก บริษัทของผมได้งานทาสีศูนย์การค้าแห่งหนึ่งแถวชะอำเลย ผมเลยต้องไปทำงานที่นั่นเสียหลายเดือน กลับมาอีกทีบักเหวินก็กลายเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงวินมอเตอร์ไซค์ปากซอยไปเสียแล้ว นอกจากเพลง “คึดฮอดคนไกล” ที่เขายังร้องอยู่เช่นเดิม ผมพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเสี่ยวคนนี้เริ่มเปลี่ยนไป
ดูเหมือนเหวินจะหาเงินได้มากขึ้น หลายครั้งที่เขาออกเงินซื้อเหล้าซื้อกับแกล้มเลี้ยงผม ในวงเหล้า เราคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ในที่สุดก็วกกลับไปที่หมู่บ้านทุกครั้งไป ทุกครั้งที่พูดเรื่องบ้านเกิดอันแสนไกล บักเหวินจะกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
ผมรู้ว่าเขามีความสุข หมู่บ้านไม่ได้มีเพียงอดีตที่เราลืมทิ้งไว้ สำหรับผมอาจจะใช่ แต่กับเหวินแล้ว ที่นั่นคือความหวังของเขา คือฟืนมัดใหญ่ที่ทำให้กองไฟแห่งความฝันของเขาลุกโชนอยู่เสมอ
“...เก็บเงินได้ดั่งฝัน สักวันสิได้ไปหา ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจทิ้งไว้บ้านนา เบิ่งตะเว็นบนฟ้า คึดฮอดแต่หน้าคนไกล”
เหวินร้องเพลงนั่นอีก เขาใส่อารมณ์กับมันเต็มที่ เพลงท่อนสุดท้ายคือตอนที่เขาร้องซ้ำจนผมจำได้ขึ้นใจ แน่ละเมื่อถึงตอนนี้ เขาต้องนึกถึงเธอ แม่สาวคนไกลที่เขาเฝ้าแต่คะนึงถึง แต่ผมไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใคร มีตัวตนอยู่หรือไม่ เพราะเขาไม่ยอมปริปากเรื่องพรรค์นี้ให้ฟังสักครั้งเดียว
แต่คนเราก็ควรมีความฝันมิใช่หรือ เหวินอาจมีใครสักคนจริงๆ ไว้ให้คิดถึง เธออาจเป็นผู้โดยสารสักคนที่เขาเคยรับส่งอยู่เป็นประจำแล้วเก็บมาฝันถึง หรือไม่เขาก็อาจสร้างเธอขึ้นมาในจินตนาการ อาจเป็นเพราะเขาฟังเพลงไมค์ ภิรมย์พรมากเกินไป มากเสียจนหลงทึกทักเอาว่าตัวเองคือเจ้าของเสียงพูดในเพลงเหล่านั้น
แต่ผู้หญิงคนนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีก็ช่างมันเถอะ เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือการที่เขามาขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างหาก เขาบอกว่าเพื่อนคนงานด้วยกันเป็นคนชักชวนมาทำ เขารู้จักพวกวินมอเตอร์ไซค์หลายคน คนพวกนี้มีเวลาว่างเยอะ ก็อย่างที่เราเห็นกันอยู่ เวลาไม่มีผู้โดยสาร พวกเขาก็จับกลุ่มพูดคุย หรือไม่ก็หาอะไรมาเล่นเป็นการฆ่าเวลา เราไม่มีทางรู้หรอกว่า พวกเขาพูดคุยเรื่องอะไรกันบ้าง
ผมเองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ เหวินมีเรื่องพูดมากขึ้น เขาเริ่มพูดเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน
“มึงฮู้บ่ ว่าซุมพันธมิตรมันบ่มักยอมแพ้ไผ” วันหนึ่งเขาเล่าเรื่องกลุ่มพันธมิตรให้ผมฟัง “มันแม่นพวกขี่ตักมักได้ เลยตุ้มโฮมกันต่อต้านรัฐบาล มันเคยไล่ซุมรัฐบาลทักษิณมาเทื่อหนึ่งแล้ว บัดที่นี่มันกะพากันไล่มซุมสมัครอีก มึงเซื่อกูโลด มันบ่มีทางเฮ็ดได้ดอก” เหวินฟันธงอย่างมั่นใจ
ผมจ้องหน้าเขาอย่างแปลกใจ แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือบักเหวินเพื่อนเก่า บักเหวินคนที่แม้แต่กาเครื่องหมายบัตรเลือกตั้งก็ยังไม่ถูก คำพูดของเขาทำเอาผมกลายเป็นเด็กไร้เดียงสาไปทันใด ผมแทบไม่รู้จักพวกพันธมิตรเสียด้วยซ้ำ ช่างสีอย่างผมจะเอาเวลาไหนไปติดตามข่าวสารบ้านเมือง เวลาแต่ละวันหมดไปกับงานหนักอันซ้ำซาก ใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือเป็นนายกฯ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับช่างทาสีอย่างผม จะทักษิณหรือสมัครก็ไม่เห็นว่าใครจะทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นสักที
“มึงฮู้บ่ ว่าบ่มีไผเห็นดีนำกับซุมพันธมิตรดอก อย่างน้อยก็ซุมที่อยู่ในสนามหลวงนั่นละ” เหวินว่าต่อไปอีก เขารินเหล้าใส่แก้วแล้วยกซดอย่างมั่นใจกว่าวันไหนๆ
“เออ แล้วซุมอยู่สนามหลวงมันแม่นไผ” ผมถามแบบไม่สงวนท่าที ความจริงผมไม่มีอะไรจะสงวนต่างหาก
เหวินวางแก้วเหล้า แล้วหันมามองผมด้วยแววตาหยัน ๆ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือสายตาของเขา มันไม่ผิดอะไรกับสายตาของคนในวงเหล้าที่เคยมองเขาในวันที่ได้ฟังครูคำพันเล่าเรื่องบัตรเลือกตั้ง
“พวกสนามหลวงนั่นติ” เขาทำท่าขึงขัง “มันกะแม่นซุมที่บ่มักพันธมิตรนั่นละ ซุมหมู่นี้ เขากะฮู้ดีอยู่ดอกว่าซุมพันธมิตรคึดจั่งได๋ มันมีสิทธิ์อีหยังสิมาไล่รัฐบาล มึงฮู้บ่ พวกรัฐบาลเขากะมาจากการเลือกตั้ง เขากะเป็นพวกประชาธิปไตยนั่นละ แต่ซุมพันธมิตร มันกะแค่พวกมักประท้วงซื่อ ๆ”
ผมนึกไปถึงครูคำพันและพวกพ้องในวงเหล้าขาววันนั้น ผมนึกไม่ออกว่า หากทั้งหมดมาได้ยินคำพูดของบักเหวินในตอนนี้ พวกเขาจะทำสีหน้ากันแบบไหน คนพวกนั้นคงไม่รู้หรอกว่าบักเหวินคนซื่อของเราได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว แล้วใครกันเล่าที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ อาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทำให้เขาปราดเปรื่องขึ้นมาอย่างปุบปับกระนั้นหรือ หรือว่าเขาไปได้ยินคำพูดเหล่านี้มาจากไหน
เขาหันมามองผมแล้วยักไหล่แบบที่ดาราในละครน้ำเน่าชอบทำกัน นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ผมไม่เคยเห็นเขาเป็นมาก่อน
“เอาจังสี้ซะ เฮาว่า” เขาพยายามนึกวิธีอธิบาย “มึงจื่อไว้ง่าย ๆ ซุมใส่เสื้อเหลืองกะแม่นซุมพันธมิตร คั่นใส่สีเสื้อแดง กะแม่นซุมสนามหลวงนั่นละ มึงจือเอาโลด”
ผมยิ้มกับคำพูดของเพื่อนร่วมห้อง ไม่ใช่เพราะเข้าใจในสิ่งที่เขาบอก แต่เพราะท่าทีของเขาต่างหาก ผมจะควรภูมิใจหรือตระหนกกันแน่
ผมควรสารภาพอย่างไม่อายว่า หลังจากที่ได้ฟังบักเหวินในวันนั้นแล้ว ผมก็หันมาสนใจข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น ผมเริ่มเหลียวมองพาดหัวหนังสือพิมพ์เวลาเดินผ่านแผงขายหนังสือ บางทีก็ซื้อติดไม้ติดมือกลับมาอ่าน ที่ห้องของเราไม่มีโทรทัศน์ไว้ดูข่าว แต่ยังดีที่เหวินมีวิทยุทรานซิสเตอร์อยู่เครื่องหนึ่ง ผมได้อาศัยแอบฟังข่าวที่เขาเปิดทิ้งไว้เสมอ เมื่อเดือนก่อนผมเจียดเงินซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ แล้วสมัครบริการเนชั่นทันข่าวไว้อ่านข่าวด่วนที่ส่งมาเป็นระยะ ทุกครั้งที่ได้ยินสัญญาณดังขึ้น ผมต้องคว้ามาเปิดอ่านทันทีทันควัน แต่ขอบอกเสียก่อนว่า ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ทำไปเพราะบักเหวินหรอก ผมไม่ได้รู้สึกว่าเขาเหนือกว่าผมแต่อย่างใด แต่ที่ผมหันมาติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่บ้าง ก็เพื่อว่าจะได้มีเรื่องไว้คุยกับเขาต่างหาก เราเคยได้ยินไม่ใช่หรือ-คำพูดที่ว่า “ถ้าคนเราสนใจเรื่องเดียวกัน ก็จะพูดคุยกันได้รสชาติมากขึ้น”


แล้วก็เป็นอย่างคำพูดที่ว่าจริง ๆ ผมค่อนข้างพอใจกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆนี้ เพราะนับแต่นั้นมา ผมก็ไม่ได้เห็นสายตาดูแคลนของบักเหวินอย่างวันนั้นอีก เขากล้าพูดกับผมมากขึ้น กล้าแม้แต่จะเปิดเผยว่า แท้จริงเขาก็คือหนึ่งใน “พวกสนามหลวง” นั่นเอง
“ไทยเฮากะต้องเลือกข้างอยู่ มึงเข้าใจบ่” เขาพูด เมื่อเห็นผมยังอยู่ในอาการตกตะลึง “บ้านเมืองเฮาซู่มื้อนี้ มันยากกว่าที่เฮาเห็นกันอยู่ดอก มึงกะเลือกเอาโลด ว่ามึงสิใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง มึงสิไปสนามหลวงหรือสิไปสะพานมัฆวานฯ”
เหวินบอกว่าเราต้องเลือกข้าง แน่ละเขาเองก็เลือกข้าง แทบทุกค่ำเขาหายไปกับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ กว่าจะกลับมาก็ดึกดื่นเที่ยงคืน ผมรู้ว่าเขาหายไปไหน แต่ไม่อยากเชื่อว่าพวกที่ไปสนามหลวงจะได้เงินค่าจ้างเหมือนที่เขาว่ากัน ถึงรู้ผมก็ไม่กล้าถามเขาหรอก แม้ว่าในหลายครั้งเขาจะกลับมาพร้อมด้วยเหล้ายาปลาปิ้งเต็มไม้เต็มมือ
ดูเหมือนสถานการณ์บ้านเมืองจะเริ่มตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ บริการเนชั่นทันข่าวในโทรศัพท์ของผมยังคงรายงานข่าวด่วนมาเป็นระยะ พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับมีแต่ข่าวการชุมนุมของพวกพันธมิตร กองทัพคนเสื้อเหลืองยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อมาหลายคืนแล้ว ยิ่งนานวัน ยิ่งมีคนมาร่วมขบวนมากขึ้น ขณะพลพรรคเสื้อแดงก็ยึดเอาสนามหลวงเป็นฐานที่มั่น พวกตำรวจปราบจลาจลแต่งกายเต็มยศ ตรึงพื้นที่ประจันหน้าพวกพันธมิตรจนแทบหายใจรดหน้ากันและกัน ในขณะที่นายกรัฐมนตรีของเรา ยังคงทำกับข้าวไปบ่นไป ออกรายการโทรทัศน์แทบทุกอาทิตย์
ประมาณสองทุ่มวันต่อมา รายงานข่าวจากวิทยุบอกว่าเกิดการปะทะกันบ้างแล้วระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง เนชั่นทันข่าวก็ส่งข้อความมาตรงกัน บักเหวินเสี่ยวผมยังไม่กลับ ผมได้แต่ภาวนาให้เขาปลอดภัย และขออย่าให้เป็นหนึ่งในพวกที่ปะทะกันเลย
เกือบตีหนึ่งเขาจึงมาเคาะประตูห้อง ทันทีที่เปิดประตูผมก็เห็นบักเหวินยืนหน้าเคร่งอยู่ตรงหน้า มอเตอร์ไซค์ของเขายังติดเครื่องและเปิดไฟคาอยู่ แต่ที่ทำให้ผมแทบไม่เชื่อตาตัวเองก็คือ เสื้อยืดสีแดงที่หายไป เสื้อที่เขาสวมอยู่ตอนนี้เป็นสีเหลืองเจิดจ้า คาดหัวด้วยแถบผ้าสีเดียวกับเสื้อและมีตัวหนังสือสีแดงพิมพ์ไว้ชัดเจนว่า “กู้ชาติ”
“เป็นหยังสิมาใส่เสื้อเหลืองเสียละ” ผมสงสัย
“โอ้ยเรื่องมันยาวว่ะ” เขาพูดสั้นๆ เหมือนยังไม่อยากบอก หันไปดับเครื่องรถแล้วจูงเข้าบ้าน
“มันเกี่ยวกับการเลือกข้างบ่” ผมยังซักต่อ สิ่งที่เห็นมันรวดเร็วเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจได้
“ลางเทื่อเฮาอาจเลือกผิดกะได้” เขาว่าอย่างเสียไม่ได้ “แต่มันกะยังบ่สายเกินไปดอก ที่เฮาจะเฮ็ดในสิ่งที่มันถืกต้อง”
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ นึกอยากกินเหล้าสักก๊งสองก๊ง เผื่อว่าจะหลับตาลงได้ หันไปมองบักเหวิน เห็นเขาหลับไปนานแล้ว แถมส่งเสียงกรนดังเหมือนโรงสี เขาคงไม่รู้หรอกว่า เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองของเขามันพลิ้วสะบัดอยู่ในหัวของผมจนรุ่งเช้า กระทั่งวันต่อมานั่นแหละ ที่เขาได้เปิดเผยความจริงให้ผมฟัง
“กูกะยอมรับว่าหลงทางไปนิดหน่อย” เขาเริ่มแย้มพราย “มันกะคือกันกับที่กูขี่มอเตอร์ไซค์ผิดซอยนั่นละ จังว่า คนเฮามันหลงทางกันได้ แม่นบ่ คั่นสิมาถืกทางแล้วก็ไปโลด”
ผมได้แต่พยักหน้า ฟังเขาเล่าสืบไปอีก บักเหวินไปโลดเสียแล้วจริงๆ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า วันที่ไปสนามหลวงครั้งล่าสุด เขาได้ไปยืนประจันหน้ากับพวกใส่เสื้อเหลือง ได้ฟังแกนนำพวกพันธมิตรมาปราศรัยคนแล้วคนเล่า แล้วเขาเกิดเห็นด้วยขึ้นมาหลายอย่าง เรื่องหลายเรื่องมันไม่เหมือนกับที่พวกแกนนำเสื้อแดงเคยปราศรัย พวกเสื้อเหลืองที่มาชุมนุมแต่ละคนก็ดูน่าเชื่อถือ ยิ่งแถวหน้ายิ่งมีแต่สาวคนโก้ ฟังนานๆ เข้าเขาก็เริ่มคล้อยตาม
ผมเชื่อสนิทใจ ถึงผมจะไม่ค่อยรู้เรื่องของเขาในระยะหลังๆ แต่ด้วยความเป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงกันมานาน มีหรือที่ผมจะไม่รู้จักนิสัยของเขา บักเหวินมีข้อเสียก็ตรงนี้แหละ ใครมาพูดจาหว่านล้อมเข้าหน่อยก็หลงเชื่อโดยง่ายดาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกหรอกที่เขาจะถอดเสื้อแดงทิ้ง แล้วหันมาใส่เสื้อเหลืองแทน
“สีเหลืองแม่นสีของพระเจ้าแผ่นดิน มึงฮู้บ่” สุดท้ายเขาหันมาพูด คล้ายจะบอกว่า ถึงอย่างไรเขาก็มีเหตุผลในการเลือกข้างมากกว่าที่เล่าให้ผมฟัง
เสื้อสีแดงถูกโยนกองไว้ในตะกร้า ปล่อยให้ปะปนกับเสื้อผ้าที่ใส่แล้วอย่างไม่อินังขังขอบ เหวินแขวนเสื้อเหลืองตัวใหม่ไว้บนผนังเหนือหัวนอนของเขา แถบผ้าที่มีข้อความ”กู้ชาติ”ถูกสอดไว้ในเสื้ออีกทีหนึ่ง มันปล่อยชายทิ้งลงมาอย่างเป็นระเบียบ ดูเขาพออกพอใจกับมันเสียนักหนา
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ผมก็ต้องไปรับงานต่างจังหวัด กว่าจะเสร็จและรับเงินค่าแรงงวดสุดท้ายก็กินเวลาเกือบสัปดาห์ ออกจากไซส์งานผมรีบขึ้นรถกลับห้องเช่า จะว่าแปลกก็แปลก ผมคิดถึงบักเหวินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหลายวันมานี้ ผมแทบไม่ค่อยรับรู้เรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองเอาเสียเลย บริการเนชั่นทันข่าวก็มีแต่รายงานสั้น ๆ อ่านแล้วไม่จุใจเหมือนฟังจากปากของบักเหวิน เชื่อได้เลยว่า ตลอดเวลาที่ผมไม่อยู่ เขาคงใส่เสื้อเหลืองไปสะพานมัฆวานฯแทบทุกคืน
ลงจากรถเมล์ก็เกือบสามทุ่มแล้ว กว่าจะถึงห้องเช่า ผมต้องเดินเข้าซอยแคบ ๆ ที่มีน้ำคึงขังเพราะฝนตกแต่ตอนบ่าย ผมไม่รู้ว่าบักเหวินอยู่ที่ห้องหรือไม่ในตอนนี้ แต่ถ้ายังอยู่ ผมจะบอกให้เขาพาไปที่สะพานมัฆวานฯ สักครั้งในคืนนี้ ผมอยากเห็นหน้าสนธิ ลิ้มทองกุลกับแกนนำกลุ่มพันธมิตร
รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างของเหวินยังจอดอยู่หน้าบ้าน แต่แปลก ในห้องกลับมืดสนิท เหมือนไม่มีคนอยู่ ผมลองผลักประตูที่เปิดแง้มไว้เบา ๆ แล้วเอื้อมมือไปเปิดไฟ
ห้องเช่าโกโรโกโสสว่างจ้าขึ้นทันใด ตรงมุมห้อง ร่างผอมๆ ของเหวินนอนคุดคู้อยู่ชิดผนัง เขายังนุ่งกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่รัดเข็มขัดเสียจนเอวกิ่ว แต่ร่างกายท่อนบนกลับไม่มีเสื้อใส่
ผมเดินเข้าไปใกล้ รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แทรกซึมอยู่ทั่วห้อง ปกติเหวินเป็นคนหูไหว แค่อะไรขยับแกรกเดียวเขาก็รู้สึกตัวแล้ว แต่คืนนั้น ขนาดเรียกดังๆ สองสามครั้งเขาก็ยังไม่กระดิก
“แสดงว่ามึงเมาแฮงติ” ผมเปรยขึ้น ก่อนเอื้อมมือจะไปเขย่าร่างนั้น แต่แล้วก็ต้องชักกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเนื้อตัวที่เปล่าเปลือยของบักเหวินเต็มไปด้วยรอยแดงช้ำเป็นปื้น ถึงไม่มีใครบอกผมก็รู้ได้ทันทีว่า เขาคงต้องโดนรุมกระทืบมาอย่างหนัก ด้วยฝ่าตีนไม่ต่ำกว่าสิบคู่
คืนนั้น แทนที่เขาจะได้พาผมไปสะพานมัฆวานฯ อย่างที่ผมตั้งใจ กลับเป็นว่าผมต้องพาเขาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแทน


กว่าผมจะหลับได้ก็เกือบตีสอง ตื่นมาอีกทีก็หกโมงเช้า อากาศกลางเดือนมิถุนายนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ยังคงฉ่ำชื้นด้วยสายฝนที่พร่างพรมลงมาตลอดคืน สิ่งแรกที่ผมนึกถึงทันทีที่ลืมตาก็คือบักเหวินเพื่อนเก่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับรถทัวร์คันนั้น ป่านนี้เขาน่าจะไปถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
ที่หมู่บ้านในเวลานี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมยังนึกไม่ออก พวกญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่รู้ข่าวว่าเขากลับบ้านจะรู้สึกอย่างไร พวกเขาจะคิดอะไรกันบ้าง เมื่อใครคนหนึ่งเคยออกจากบ้านโดยมีเสื้อผ้าสวมใส่เรียบร้อย แต่พอกลับมาอีกครั้ง เขากลายเป็นคนไม่มีเสื้อไปเสียแล้ว
ผมรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ถึงอย่างไรผมก็ควรกลับบ้านไปพร้อมเขา ผมไม่ควรปล่อยให้เขากลับบ้านไปตามลำพังอยู่ดี
ผมอยากโทรศัพท์หาบักเหวิน ถามข่าวการเดินทางว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่มีโทรศัพท์ มันหายไปตั้งแต่คืนที่เขาโดนกระทืบนั่นแหละ คนใจร้ายพวกนั้นคงเอามันไปด้วย ครั้นจะโทร.ไปหาแม่ใหญ่หงวน ก็ติดตรงที่บ้านของแกไม่มีโทรศัพท์ ถึงมีผมก็ไม่รู้เบอร์ ของแกอยู่ดี
นี่คือเช้าที่ว้าวุ่นโดยแท้ ผมนึกเห็นแต่ใบหน้าของแม่ใหญ่หงวนตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าบักเหวินจะเล่าเรื่องของตัวเองให้แม่ของเขาฟังหรือไม่ ถึงเขาจะเล่า แม่ใหญ่หงวนก็คงอยากฟังจากปากของผมอยู่ดี แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะผมมีโอกาสเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับบักเหวินให้ฟัง คิดหรือว่าแม่ใหญ่แกจะเข้าใจ ในเมื่อผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
นึกไปถึงฝูงชนอันไพศาลที่มารวมตัวปักหลักอยู่บนท้องถนนมาเป็นแรมเดือน ผู้คนที่สะพานมัฆวานฯ ผู้คนที่สนามหลวง ผู้คนที่ใส่เสื้อเหลืองและเสื้อแดง อะไรกันเล่าที่ทำให้พวกเขาหันมาเลือกใส่เสื้อต่างสีกันเช่นนี้ ใครกันเล่าที่บอกให้เขาทำเรื่องแบบนี้ หรือว่าพวกเขาเหมือนฝาผนังเปล่าว่าง ฝาผนังที่ไม่มีสีใดๆ ปรากฏมาก่อน แต่เมื่อเราเอาแปรงจุ่มสีไปทา ฝาผนังเปล่าว่างนั่นก็เกิดสีสันต่าง ๆ ขึ้นมา สีขาว สีเหลือง สีเทาควันบุหรี่ ฯลฯ
ผมรีบสลัดหัวไล่ความคิดอยู่วุ่นวาย เรื่องทั้งหมดมันยากเกินไปสำหรับช่างทาสีเล็กๆ อย่างผมจะเข้าใจได้ สิ่งที่ผมพอจะคิดออกในตอนนี้ก็คือ คำพูดที่จะบอกกับแม่ใหญ่หงวน ถ้าแกถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนเดียวของแก
ผมจะบอกแกอย่างนี้ ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดเท่าที่ผมรู้ว่า เมื่อก่อนบักเหวินมันใส่เสื้อแดง แต่ต่อมามันเกิดเปลี่ยนใจมาใส่เสื้อเหลือง วันหนึ่งพวกใส่เสื้อแดงมาเห็นเข้าก็ไม่พอใจ พวกนั้นรุมทำร้ายเขา ซ้อมเขาเสียจนบักโกรก ขโมยโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ของเขาไปด้วย พวกมันทำให้เขานอนซมอยู่หลายวัน พอเกิดเรื่องร้ายๆ นี้ขึ้นมา บักเหวินเลยไม่อยากใส่เสื้ออีกแล้ว มันเลือกที่จะเป็นคนไม่ใส่เสื้อ ไม่ว่าเสื้อตัวนั้นจะเป็นสีใด มันเลือกของมันเองโดยไม่มีใครสั่ง เหมือนกับตอนที่มันเลือกว่าจะใส่เสื้อแดงและเสื้อเหลืองนั่นแหละ มันเลือกด้วยตัวเองทั้งนั้น...
แปดโมงเช้าแล้ว ผมยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงที่จะนั่งแท็กซี่ไปสถานีขนส่งหมอชิต รถทัวร์เที่ยวแรกจะออกตอนสามโมงครึ่ง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้าน ถึงช้าไปหน่อย แต่มันไม่สายไปหรอกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และหากไม่มีอะไรผิดพลาด ผมควรจะถึงหมู่บ้านเกือบพลบค่ำ
เดินออกมาจากปากซอยพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบเก่า แท็กซี่มิเตอร์คันหนึ่งปราดเข้ามาจอด ผมเปิดประตูแล้วบอกที่หมายปลายทาง ก่อนเสือกร่างเข้าไปในรถ แท็กซี่สีชมพูสดเหมือนลูกกวาด บ่ายหน้าออกถนนสายใหญ่อย่างรวดเร็ว
เสียงสัญญาณข้อความเข้าดังขึ้นติดกันสองตื๊ด ผมล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง เปิดอ่านอย่างเคยชิน มีข้อความใหม่จากบริการเนชั่นทันข่าวเข้ามาสองข้อความ
“กองทัพพันธมิตรเริ่มเคลื่อนตัวบุกยึดทำเนียบฯ นายกรัฐมนตรีบอก สั่งตำรวจพร้อมรับมือ”
“แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมระดมกำลัง ประกาศกร้าว จะสู้พันธมิตรถึงที่สุด”
ผมปิดข้อความ ก่อนยัดโทรศัพท์คืนเข้ากระเป๋า พลางนึกถึงบักเหวินขึ้นมาจับจิต ผมว่าเขาคิดถูกแล้วที่เลือกจะไม่ใส่เสื้ออีกต่อไป.

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีครับครู
  อ่านแล้วนึกถึงตัวเองเลยตอนไปตรวจสอบบัญชีของลูกค้าต้องเอาเสื้อแขวงในรถอย่างน้อย 4 สีครับ

#14 By เด็กปฐม เขาชัยสน (103.7.57.18|124.120.198.75) on 2012-08-30 20:51

อ่านแล้ว..ต้องอ่านจนจบค่ะ

เมื่อก่อนเคยใส่เสื้อตามเค้า แต่ตอนี้ไม่แล้วค่ะ แล้วแต่ใจอยาก

ใส่เสื้อตามใจอยาก มิใช้ตามคำบอก

#13 By pk_fon on 2010-09-06 21:46

สวัสดีค่ะอาจารย์ ...เป็นศิษย์เก่า มมส.เอกภาษาไทยที่อาจารย์เคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ ดีใจที่ได้อ่านและได้เห็นผลงานของอาจารย์ค่ะ ยังติดตามข่าวคราวอาจารย์อยู่เสมอ ...และจะติดตามตลอดไปค่ะ ศิษย์เก่า 045.

#12 By กัลยาพร (58.137.128.190) on 2010-03-02 14:18

ชอบค่ะ

ต่อไปคงมีมันทุกสี เห้อๆ

#11 By ปอเช่ (125.24.21.2) on 2009-10-01 19:14

ครั้งหนึ่งในตำราเรียนวิชาภาษาไทยมีเรื่องสั้นเรื่อง สะพานขาด ของอาจารย์ ครั้งนั้นข้าพเจ้าต้องสอนเรื่องการพิจารณาวรรณกรรม ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดแนวการเขียนเรื่องสั้นที่ใช้ภาษาสื่อสัญลักษณ์ได้ดี เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เช่นกัน...อืม...จะรออ่านผลงานของอาจารย์อีกค่ะbig smile

#10 By ศิษย์เก่า (115.67.199.113) on 2009-04-24 20:11

ใครมาอ่านเรื่องนี้ ขอบอกนะค่ะว่า "นี่อาจารย์นู๋เอง"
ว่าไงคนข้างบน ครูคุณหรื่อเปล่า
.........ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้เป็นศิษย์ของครู.....

#9 By นา (202.28.35.2) on 2009-01-28 01:47

เอ่อ! อ่านแล้วอึ้ง แต่จะใส่เสื้อสีอะไรก็แล้วแต่ ขอให้คนไทยรู้จักคำว่า"สามัมคี" ก็เป็นพอ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา

#8 By นุช (202.91.19.201) on 2008-10-06 01:39

พอรู้ว่างานของอาจารย์ได้ลงตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ อีกครั้ง หลังจากที่อาจารย์เล่าให้ฟังในห้องเรียน พอเนชั่นสุดสัปดาห์ ว่างขายหนูรีบไปซื่อเลย พอเปิดดูเห็นชื่ออาจารย์ หนูก็รีบบอกเพื่อนใหญ่เลย หนูดีใจค่ะที่ได้อ่านผลงานของอาจารย์ งานเขียนอ่านเพลินดีค่ะconfused smile

#7 By ธารทิพย์ (117.47.236.209) on 2008-07-27 01:13

อาจารย์ครับ บักเหวินแม้นผู้ได๋น้อ....เรื่องสั้นอาจารย์ม่วนตามเคย

#6 By ทวยระทม (125.25.107.195) on 2008-07-21 10:47

ตัดประเด็นทางกการเมืองออกไปก่อน

ผมชอบตรง สำนวนอุปมาของช่างทาสีฮะ...
การเดินเรื่องก็น่าติดตามมากครับ อ่านเพลินจนจบเลย
อาจารย์คะได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ในเนชั่น เมื่ออาทิตย์ที่เเล้ว รู้สึกดีใจที่ได้อ่านผลงานชิ้นล่าสุดของอาจารย์
อาจารย์ได้ให้ความมั่นใจตอกย้ำความคิดเเละอุดมการณ์ของพวกเราอยู่เสมอ
รักเเละเคารพอาจารย์เสมอคะ

ปล.บักเหวิน ชื่อคุ้นนะคะเหมือนคนที่รู้จักกันดี

#4 By ศิรฎา (58.64.80.24) on 2008-07-15 10:35

เรื่องสั้นเรื่องนี้ ฉันเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อเดือนที่แล้ว และได้รับการตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 480 วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 และฉบับที่ 481 วันที่ 11 กรกฎาคม 2551

นานมาแล้วไม่ค่อยได้เขียนเรื่องสั้น คราวนี้เกิดแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์บ้านเมือง ไปๆมาๆ ก็ไม่พ้นสะพานมัฆวานฯอยู่ดี
ลองอ่านและช่วยแสดงความเห็นด้วย
ขอบคุณ.
ชอบ บทความนี้ฮะbig smile