เพราะเชื่อว่าวันพรุ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเชื่อว่านักต่อสู้ไม่สูญหาย เพราะเคยเห็นคลื่นซัดหาดทราย ไม่เคยสิ้นขาดสายสักครั้งครา เมื่อคลื่นเก่าลูกก่อนเข้าย้อนฝั่ง จึงเกิดคลื่นลูกหลังที่แรงกว่า ลูกแล้วลูกเล่า ไม่ร้างลา เก่าไป ใหม่มา อยู่อย่างนั้น ในใจเธอคิดอะไรฉันไม่รู้ แต่แววตาที่เห็นอยู่มีไฟฝัน เธอจะร้องเพลงบทไหนไม่สำคัญ แต่เป็นเพลงเดียวกันที่ฉันร้อง เพราะไม่เคยเห็นใครอยู่โดดเดี่ยว และขังตัวแต่ผู้เดียวอยู่ในห้อง หากวันใดท้องถนนมีคนนอง ฉันอยากเห็นเธอเปิดห้องก้าวออกมา เมื่อบ้านเมืองปี้ป่นคนร้องไห้ และหมู่มารผยองใหญ่ทุกหย่อมหญ้า หรือเธอจะนอนหลับได้เต็มตา ขณะฝูงผีห่ายังครองเมือง นั่นเศษปีกผีเสื้อเปียกน้ำค้าง และซากศพนั่นคือร่างนกสีเหลือง เธอจะเดินผ่านไปไม่ชำเลือง และไม่คิดแค้นเคืองหรืออย่างไร ในใจเธอคิดอะไรฉันไม่รู้ แต่แววตาที่เห็นอยู่-เธออ่อนไหว ฉันไม่อยากตั้งคำถามกับผู้ใด เพราะคำตอบนั้นล่องไหลในสายลม เมื่อใครก่อกองไฟในคืนหนาว เราจักได้อิงอ้าวไอไฟห่ม ถ้าค่อนดึก ฟืนไร้และไฟซม หวังเพียงเธอเร่งระดมช่วยเติมฟืน หวังเพียงเธอช่วยตื่นมาเติมไฟ... (2535)

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ

#8 By ไน (202.12.73.8) on 2009-11-03 19:49

ถึงมิ่ง
ยินดีด้วยกับความสำเร็จในก้าวแรกของนักเขียนหนุ่ม
ฉันติดตามงานของเธออยู่เสมอ
เหมือนได้เห็นดอกไม้บานในยามเช้า
แม้ดอกเล็กๆ แต่งดงาม

งานเขียนเรื่องแรกเมื่อได้ตีพิมพ์ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
บางทีเราต้องยอมเสียอะไรบางอย่าง
เพื่อแลกกับกำลังใจและแรงบันดาลใจที่มีค่ามากกว่า
เพราะเงินนั้นมันได้มาแล้วหมดไป
แต่แรงบันดาลใจและกำลังใจ
มันจะอยู่กับเราตลอดไป
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยังรออยู่เบื้องหน้า

ขอให้เข้มแข็งและมีกำลังใจ
ฉันเชื่อมั่นในวิจารณยาณของเธอ

รักและห่วงใย

อาจารย์ครับ ผมดีใจที่อาจารย์กลับมายังพื้นที่แห่งนี้อีก

ตอนนี้ผมเองอยู่กรุงเทพฯครับ
กำลังหางานอยู่ ความจริงงานมันก็เยอะอยู่หรอกครับอาจารย์ แต่ใจมันไม่ชอบ มันร่ำร้องว่าต้องทำในสิ่งที่ชอบ และหนังสือก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่สุด

เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องรอ เพราะเชื่อว่ายังมีหวัง
ช่วงที่ผ่านมาก็เขียนนิยายครับ
ตั้งใจเขียน แล้วปรากฏว่ามันสำเร็จจริง
เป็นนิยายแนวความรัก ที่ผมพยายามเสนอว่า ทุกวันนี้คนเราใช้ความรักไปอย่างสิ้นเปลือง
บังเอิญแนวคิดนี้มันผุดขึ้นตอนที่ผมอ่านหนังสือเรื่อง "หลักรัก" ของท่านชยสาโร

พอเสร็จก็ส่งสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
ผ่านแล้วครับ แต่วุ่นวายพอสมควร
ค่าเรื่องที่น้อย เพราะถูกมองว่ามือใหม่
ในขณะที่สัญญาไม่ชัดเจน ผมเลยยังไม่เซ็น
บอกให้เขาเว็นทุกอย่างให้ครับก่อน
มีอย่างที่ไหนครับ อาจารย์ยังไม่ลงค่าเรื่อง ไม่ลงรายละเอียดอะไร บอกแต่เพียงว่าพิมพ์ 3000 เล่ม ไม่รู้ราคาหน้าปก

ผมปรึกษากับใครหลายคน ได้ความเห็นว่าถูกเอาเปรียบ
แต่ใจมันก็ยังอยากเห็นหนังสือของตัวเองออกมา
ความจริงไม่อยากได้ค่าเรื่องมากหรอกครับอาจารย์ แต่อยากสร้างบรรทัดฐานบางอย่างขึ้นในใจของตัวเอง
ชีวิตนี้ถูกเอาเปรียบมามากแล้ว
ดูทีวีอยากดูรายการดีๆ เขายังเสนอแต่คุณพ่อครัวคนนั้น

มีหลายเรื่องที่ยังวิ่งวนในใจครับ


อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกว่า
"ไม่มีคนอ่อนแอ มีเพียงแค่คนขาดกำลังใจ"
จริงไหมครับอาจารย์

รักและเคารพ
มิ่ง
คิดถึงอาจารย์จังคะ
รักษาสุขภาพด้อวยนะคะ

#5 By na (125.25.8.176) on 2008-06-16 09:24

ภัทระ/กากะเยีย

ฉันชื่นชมกับความคิดของคุณ นักปรัชญาคนหนึ่งพูดว่า "ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่"

ฉันชอบคำของกากะเยียที่ว่า "คนทำกับข้าว"
เลยนึกไถงเรื่องสั้นแสบ ๆ สักเรื่อง ถ้าเขียนได้ ขอยืมคำของคุณไปเป้นชื่อเรื่องละกัน


ในคืนเงียบคืนหนึ่งฉันตั้งคำถาม
ประตูโมงยามปิด-เปิดอย่างไรหนอ
ขณะชีพจรเวลาเต้นช้า-เร็วมิรีรอ
ขณะฤดูกาลยืนท้อเข้าต่อคิว

ผันผ่านแปรเปลี่ยนเวียนว่าย
เกิด-ตายคลึงคล้ายพื้นผิว
วัฏจักรใจ-กายปลิดปลิว
ไหวพริ้วชั่ววูบเป็นไป

โยงใยเชื่อมต่อสัมพันธภาพ
บุญ-บาปขนาบข้างร้างไร้-
ศรัทธาประชาธิปไตย
มีเพียงไว้อาลัยวัยชรา

๔ วินาที คือสี่ปีที่ไร้ค่า
คือเศษเสี้ยวเวลาค้นหา-
โฉมหน้าศักดินาเงินตรา
ผู้อาสารับใช้ในแผ่นดิน

เอาพ่อค้าหน้าโง่มาขายบ้านฯ
เอาพ่อครัวหลังอานมาติฉิน
เอาบ้านเอาเมืองมาทำกิน
เอาผ้าซิ่นมาคลุมตัวนั่งสั่งการ

มาเถิดพี่น้องมาขับไล่
ตัวเสนียดจัญไร หน้าด้าน
อสุภซากชิงหมามาอวตาร
ส่งกลับบ้านทำกับข้าวรอลูกเมีย

อันคนเรารู้ผิด-ถูกนั้นดีแน่
รู้ตัวผิดรีบแก้อย่าให้เสีย
สังคมย่อมส่งใจมาช่วยเชียร์
ไม่ใช่ด่า I Hia เช่นนี้

หรือรอคอยจนตัวนั้นจนตรอก
จึงค่อยกล่าวบอกว่า Sorry
ที่ทำไปเพียงแค่ความหวังดี
อยากให้บ้านนี้เมืองนี้ร่มเย็น

คนเราปากหนึ่งใจหนึ่งใยสองลิ้น
ใยปล้อนปลิ้นดิ้นโดดลิงโลดเล่น
ใยลืมตัวลืมตนจนเช้า-เย็น
ใยไม่ยอมรับรู้เห็นแล้วไตร่ตรอง

เห็นถูกเป็นชอบบ้าง
อย่าหลงทางที่เคยท่อง
ให้อภัยรอคอยประคับประคอง
ขอเพียงมันสมองประคองตัว

....ขณะอุณหภูมิของเวลาคงที่...
ความเร็วลมสม่ำเสมอ...
...ความชื้นพอเหมาะ....

....มาร่วมสนุกด้วยครับอาจารย์

หนังสือพิมพ์วันนี้พาดหัวเดิมๆ ข่าวคราวของคนทำกับข้าวขึ้นหน้าหนึ่งทุกวัน...จนบางครั้งผมรู้สึกว่ามันอะไรกันนี่ บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไรไป จนบางครั้งผมไม่อยากจะรับรู้ แต่ไม่ใช่เพราะการหน่ายการเมืองแต่เพราะความเจ็บปวดที่มองเห็นความทุกข์ยากของสังคมแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
....บางครั้ง ผมว่าถ้าผมพูดเสียงดังได้ ผมอยากจะบอกพ่อแม่พี่น้องว่า ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะดูแลได้
เราต้องช่วยตัวเอง เพราะเราจะรู้ดีที่สุดว่าเราขาดเหลืออะไร รัฐบาลก็แค่ละครทีวีหลังข่าวที่เปลืองค่าไฟฉิบหาย
ไม่ได้อะไรเลยหนำซ้ำเรายังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูตัวเองให้มันอีก 4 วินาที ที่เราเข้าคูหา พริบตามันโกงกิน
ฉนั้น เราต้องดูแลตัวเอง ช่วยกัน ยิ่งทุกวันนี้เราต้องมาเสียเวลาเกี่ยวหญ้าให้วัวให้ควายเราไปนั่งดู คนทำกับข้าวโม้
....แค่นี้ก่อนครับอาจารย์ ...
รู้สึกว่าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เริ่มจู่โจมข้าพเจ้าแล้ว ..มันก็คือ อารมณ์ที่ปราศจากการควบคุมนั่นเอง
....ด้วยรัก..












#3 By กากะเยีย on 2008-06-11 18:43

อุดมการณ์
มันหายากจริง ๆ ครับ ในหมู่นักศึกษา
ที่เคยถูกเรียกว่า "ปัญญาชน"
แต่สมัยนี้ไม่มีใครอยากจะเรียกแล้ว
เพราะไม่มีวี่แววของปัญญาในหมู่นักศึกษา
ทุนนิยม บ้าบริโภค กระชากเอาจิตวิญญาณคนไปแทบไม่เหลือ

เราจะสู้กับมันได้อย่างไรครับ อาจารย์
ผมมีแต่คำถามเท่านั้น
ผมมองดูผู้คนด้วยความหลงงมงายในคุณค่าของเงิน
มันดูเหมือนกัน ไปหมด
ใครละครับ จะลุกขึ้นมาต่อสู้ (เว้นแต่ว่าจ้างให้สู้)

มีแต่ hi5 ,the pizza ,nokia ,yamaha mio ลามไปถึง honda jazz ,civic
โดยไม่ทันได้สำเหนียกตัวเอง
ว่าถูกพันธนาการ
ด้วยอำนาจมายาคติบ้าบอคอแตก
ที่สื่อต่าง ๆ ประโคมโหมเข้าไม่หยุดยั้ง
พวกเขาเลือกที่จะแสดงจุดยืน และอุดมคติ
โดยการบริโภค
ร้านเหล้าที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่งตัวตามสมัยนิยมซึ่งต้องพลัดต้องเปลี่ยน ซื้อหากันว่าเป็นของจำเป็น
ขับรถหรู เท่าที่พ่อแม่จะมีปัญญาหาให้
แล้วขอให้ถูกมองมากที่สุด
เพื่อจะได้ผัวดีดีสักคนกลับไปนอนด้วย
นักศึกษาเขาสนใจอะไร
เค้าสนใจอัตตาบ้าบอ หลงตัวเอง


อุดมการณ์ คือ อะไร
ผมไม่คิดว่าจะมีคำตอบ
ในหมู่นักศึกษาทุกวันนี้

ผมมองโลกแง่ร้ายไปไหมครับ อาจารย์

เป็นบุญของผมที่ได้เรียนกับอาจารย์ครับbig smile

#2 By ภัทร วีระ on 2008-06-11 09:12

ฉันเขียนบทกวีบทนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2535 ใช่..นั่นคือช่วงเวลาของวันล้อมฆ่าประชาชน ที่เรารู้จักกันในนาม "พฤษภาทมิฬ" ฉันตั้งคำถามถึงคนหนุ่มสาว ที่พวกเขาหายไปไหนก็ไม่รู้...
บนถนนราชดำเนิน..ถนนประวัติศาสตร์ ผู้คนเนืองนอง เปิดประตูห้องเดินออกมาบนท้องถนน เพื่อต่อสู้กับเผด็จการมารทมิฬ ขณะคนหนุ่มสาวของเราลี้หาย

วันนี้ บนถนนราชดำเนินและสะพานมัฆวาน เนืองนองด้วยผู้คนอีกครั้ง พวกเขาออกมาจากห้องพัก เพื่อทำในสิ่งที่พวกเขาเห็นว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง...และเป็นสิ่งที่เสรีชนพึงกระทำ
พวกเขามีแต่คนหน้าเดิม...คนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 /6 ตุลา 19 และ พฤษภาทมิฬปี 35

มีเสียงถามหาคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษา พวกเขาหายไปไหน....?
ฉันไม่รู้เหมือนกัน
เรามีสิทธิที่จะคิดและมองต่าง
ระหว่างความถูกต้องและความไม่ชอบธรรม
บางครั้งไม่อยากเกินไปที่จะแยกแยะ
เว้นแต่ว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

ฉันไม่ได้มาปลุกระดมหรือโน้มน้าวใคร
แต่ฉันเชื่อว่า คนหนุ่มสาว คือพลังที่จะพลิกฟ้าคว่ำดินได้
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า "ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทอดทูน ประชาชนจักสมบูรณ์นิรันดร์ไป..."
และคนหนุ่มสาวของเราเคยมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงนั้น

วั้นนี้...
บนท้องถนนมีคนเนืองนองอีกแล้ว
คนหน้าเดิม คนที่มีความคิดเดิมๆ
พวกเขากำลังก่องกองไฟในคืนหนาว หลายครั้งทีพวกเขาอ่อนล้าและผล็อยหลับ
ไฟในกองมอดแล้ว...
ใครเล่าช่วยมาเติมฟืน
ใครเล่าจะลืมตาตื่นมาเติมไฟ...
แต่ฉันยังหวังเสมอ...