เขียนบทกวีกับเขาเหมือนกัน

เขียนมานานแล้ว ตามอารมณ์และอำเภอใจ

ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรทั้งนั้น

เขียนเพราะใจรักและอยากเขียน

 เขียนตามใบสั่งก็มี

 นานเข้าก็มีหลายบท

หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง

วันหนึ่งบรรดาลูกศิษย์เลยเอาทำเป็นเล่มแบบทีเล่นทีจริง

พวกเขาเรียกว่า "หนังสือทำมือ" (ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำมือ)

เห็นว่าจะเอาไปเปิดตัวที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี

วันอาทิตย์ที่ 20 ก.ค.นี้

ใครสนใจลองตามไปดูแล้วกัน

ถ้าจะหาซื้อตามแผงคงยาก

เพราะไม่มีวาง...

บักเหวินกลับบ้านไปแล้ว ผมไปส่งเขาที่สถานีขนส่งหมอชิต กว่าจะเจรจาให้พนักงานรถทัวร์เข้าใจได้ ก็เล่นเอาเหนื่อย ทั้งโชเฟอร์และบัสโฮสเตสยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า เขาจะไม่ยอมให้ชายคนนี้ขึ้นรถเด็ดขาด ผมไม่โทษพวกเขาหรอก เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจได้ จะมีรถโดยสารสักกี่คันที่ยอมให้คนไม่สวมเสื้อขึ้นรถของเขา
หลังจากต่อรองกันอยู่นาน พวกเขาก็ยอม พนักงานสาวพาเขาไปนั่งเบาะหลังสุด ติดกับห้องน้ำที่มีกลิ่นโชยออกมาตั้งแต่รถยังไม่ทันออก ผู้โดยสารทั้งหมดพากันมองบักเหวินเพื่อนผมเหมือนตัวประหลาด จะไปตำหนิคนพวกนี้ไม่ได้หรอก เป็นใครก็ต้องมองแบบนี้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างผอมกะหร่อง เดินสะพายกระเป๋างกเงิ่นมาขึ้นรถคันหรู ทั้งที่ร่างกายท่อนบนเปล่าเปลือย อวดแผงกระดูกซี่โครงเหมือนกระเบื้องลอนตราช้าง ขณะท่อนร่างกลับนุ่งกางเกงยีนส์รัดเข็ดขัดเสียเรียบร้อยจนเอวกิ่ว
ก่อนรถออกจากท่า เหวินหันมามองผมด้วยสายตากลวงโหวง ผมโบกมือให้เขาอย่างเหงาหงอย ใจหนึ่งรู้สึกโปร่งโล่งอย่างบอกไม่ถูก แต่อีกใจกลับนึกไปไกลกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ เมื่อเขาไปถึงหมู่บ้าน...
ออกจากสถานีหมอชิต ผมเรียกแท็กซี่มาคันหนึ่ง คนขับไขกระจกมามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากบอกเส้นทาง เขาเริ่มออกรถและกดมิเตอร์ พลางบ่นปอดแปดว่าดีที่ผมไม่ใช้เส้นทางไปแถวสะพานมัฆวานรังสรรค์ และดีที่ผมไม่ใส่เสื้อเหลือง ไม่งั้นเขาไม่มีทางจะไปส่ง เขายังบอกอีกว่า เพิ่งปฏิเสธผู้โดยสารไปสองคนเมื่อสักครู่ เพราะพวกนั้นใส่เสื้อเหลือง
ผมฟังแล้วหัวเราะหึ ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าเสื้อสีเหลืองมันเกี่ยวกับรถแท็กซี่ตรงไหน แต่ผมไม่มีเวลาคิดเรื่องทำนองนี้หรอก ตลอดทางที่นั่งแท็กซี่กลับที่พัก ใจผมก็เฝ้าวนเวียนแต่เรื่องบัก เหวิน กังวลไปสารพัด ไม่เว้นแม้แต่ว่าเขาจะนั่งนอนอยู่ได้อย่างไรในรถที่เปิดแอร์ตลอดคืน เจอรถที่แอร์ไม่ค่อยเย็นก็คงพอทำเนาอยู่หรอก แต่รถทัวร์สายอีสานนั่นหรือ เราจะไปเอานิยายอะไรกับมันได้ บางคันถึงเปิดแอร์ก็เหมือนนั่งอยู่ในเตาอบ แต่บางคันแอร์กลับเย็นเหมือนนั่งอยู่บนยอดภูกระดึงก็ไม่ปาน ผมคิดว่าถ้าบักเหวินไม่โง่ มันก็คงเอาผ้าห่มผืนน้อยที่เขาแจกให้มาคลุมกายให้พอทุเลา แต่นึกอีกที ผมจะไปเอานิยมนิยายอะไรกันเล่ากับคนที่ไม่ใส่เสื้อ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิด ความจริงผมน่าจะกลับบ้านพร้อมเขา กลับไปด้วยกัน เหมือนตอนที่เราเดินทางเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ เขากับผม เราสองคนที่เคยกรีดเลือดเป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน คนที่เป็นเสี่ยวฮักเสี่ยวแพงมาทิ้งเพื่อนให้กลับบ้านไปตามลำพังได้อย่างไร ยิ่งเสี่ยวของเขาเป็นคนไม่ใส่เสื้อเสียด้วย
เสียงสัญญาณข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์มือถือ ผมล้วงออกมาเปิดอ่านด้วยความเคยชินเสียมากกว่า บริการเนชั่นทันข่าวส่งข้อความใหม่มาหนึ่งข้อความ
“พันธมิตรประกาศสงครามครั้งสุดท้าย พร้อมเคลื่อนพลยึดทำเนียบ ไม่ชนะไม่กลับ”
เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ผมไม่มีเวลาสนใจข่าวคราวทำนองนี้ ความคิดของผมไปรออยู่ที่หมู่บ้านโน่นแล้ว หมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งกว้างในภาคอีสาน ล้อมรอบไปด้วยแนวป่าที่หลงเหลืออยู่ไม่มาก ตอนเช้าตรู่ชาวบ้านพากันทยอยตื่น เสียงไก่ขันดังกระชั้นมาจากบ้านโน้นบ้านนี้ เสียงหมูในเล้า เสียงลูกแหง่ร้องเรียกหาแม่จากคอกใต้ถุนบ้าน เสียงเพลงหมอลำดังทักทายมาจากลำโพงหอกระจายข่าว ควันไฟสีขาวที่แม่ครัวคนใดคนหนึ่งกำลังนึ่งข้าวลอยชำแรกอ้อยอิ่งขึ้นเหนือหลังคาแฝก ก่อนจางหายไปกับสายหมอกบางเบาเหนือหมู่บ้าน บนถนนลาดซีเมนต์ที่สร้างโดยพวกอบต.เริ่มมีผู้คนเดินขวักไขว่ บ้างก็จูงวัวควายออกไปทุ่ง สักพักเสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันหนึ่งก็วิ่งไปจอดหน้าบ้านแม่ใหญ่หงวน เด็กหนุ่มคนหนึ่งลงจากท้ายรถ ล้วงกระเปาส่งเงินค่าโดยสารให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างก่อนยืนเก้ๆ กังๆ มองซ้ายมองขวาเหมือนหมาตื่นเมือง
ถึงตอนนี้ตรงร้านชำของน้ามาลัยก็คงมีคนมารอซื้อของอยู่บ้างแล้ว ในจำนวนนั้นอาจมีพี่ป้าน้าอาคนที่เรารู้จักอยู่หลายคน และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นทิดเสียนที่มาปลุกน้ามาลัยแต่เช้ามืด เพื่อเซ็นเหล้าขาวสักครึ่งขวด ทิดเสียนนั้นตื่นก่อนไก่ บางทีแกมานั่งตะคุ่มอยู่หน้าร้านน้ามาลัยตั้งแต่ไก่ไม่ทันโห่ มองไปมองมาชวนให้นึกว่ามีโพนปลวกน้อยมาขึ้นอยู่หน้าบ้านของแกอย่างไรอย่างนั้น
บัดนี้ คนทั้งหมดก็จะต้องเห็นบักเหวิน พวกเขายังรู้อีกว่าบักนั่นมันเพิ่งลงรถทัวร์มาจากกรุงเทพฯ และต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าหมู่บ้าน มีแต่คนที่กลับจากกรุงเทพฯ เท่านั้นที่นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาตอนเช้ามืด คราวนี้เชื่อได้เลยว่าคนทั้งหมดจะต้องหันมามองเป็นตาเดียว จากนั้นก็คงหันกลับไปจกตากันอยู่ล่อกแล่ก
“มันถืกปล้นมาบ่” ใครสักคนอาจถามขึ้น
“บักนั่นแม่นผู้ได๋” พวกเขาต้องสงสัยกันทั่วหน้า
“มันป่วงบ่ ถึงบ่ใส่เสื้อใส่ผ้า” ต้องมีสักคนแน่นอนที่ถามทำนองนี้ พวกเขาต้องเข้าใจว่าหมอนั่นเป็นบักผีบ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีแต่บักผีบ้าเท่านั้นแหละที่ถอดเสื้อกลับมาจากกรุงเทพฯ คนดีๆ เขาไม่ทำแบบนี้อย่างเด็ดขาด กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองกระจอก ๆ ที่เราจะเดินถอดเสื้อไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาใครต่อใครจะไปกรุงเทพฯ เขาจะต้องพิถีพิถันกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นพิเศษ เขาต้องใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เท่านั้น เสื้อผ้าพวกนี้จะถูกเก็บไว้อย่างดีในตู้ที่ใส่ลูกเหม็นกันแมลงสาบ นาน ๆ จะเอามาใส่กันทีหนึ่ง นั่นหมายถึงต้องมีงานนักขัตฤกษ์อะไรสักอย่าง หรือไม่ก็เวลาไปติดต่อราชการที่อำเภอ
แต่พักเดียวพวกเขาก็จะต้องแปลกใจยิ่งขึ้นอีก เมื่อประจักษ์ชัดว่า บักผีบ้าไม่ใส่เสื้อที่ยืนหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ายืนเก้กังอยู่นั้นคือ บักเหวินลูกชายแม่ใหญ่หงวน บักเหวินที่ร้องเพลงหมอลำเล่นลูกคอได้ยอดเยี่ยมปานเฉลิมพล มาลาคำนั่นทีเดียว
ครู่นั้น ใบหน้าของหญิงชราคนหนึ่งก็ผุดพร่างขึ้นในห้วงคำนึงของผม หญิงชราร่างอ้วนท่าทางใจดีอยู่เป็นนิจ ที่เคยออกปากสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่ผมกับบักเหวินจะขึ้นรถผ้าป่าออกจากบ้านไปกรุงเทพฯ เมื่อสามปีก่อน
“บักเหวินมันปึก มันบ่เคยลงไปไทยจักเทื่อ เจ้าซ่อยเบิ่งแยงมันแน่หล่าเอ๊ย”
มือเหี่ยว ๆ ของแม่ใหญ่ลูบไหล่ผมอยู่ไปมา เหมือนช่วยย้ำเตือนฝากฝัง ขณะสายตาของแกจ้องมองไปยังลูกชายคนเดียวที่กำลังก้าวขึ้นรถบัสขบวนผ้าป่าด้วยสายตาละห้อย
ถ้าแกถามขึ้นมาละ ว่าทำไมถึงปล่อยให้บักเหวินกลับบ้านตามลำพัง ผมจะตอบแกได้อย่างไรว่า ทำไมบักเหวินมันกลายเป็นคนไม่ใส่เสื้อไปเสียแล้ว...
ยิ่งคิดยิ่งไม่สบายใจ ผมมาถึงห้องพักเอาเมื่อเกือบห้าทุ่ม ห้องเช่าของเราเงียบเหงา ผมไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้องอย่างหดหู่ กลิ่นสาบอันคุ้นเคยกำซาบเข้าจมูกทันทีที่เดินเข้าห้อง มันคือกลิ่นของความยากไร้ กลิ่นเหม็นน้ำครำจากท่อน้ำหลังบ้าน กลิ่นสาบของผมและกลิ่นของ เหวินเพื่อนเก่าที่ผสมผสานเป็นกลิ่นสาบชวนคลื่นเหียน ยากจะคิดต่อไปได้ว่า เมื่อเหวินไม่อยู่แล้ว ต่อไปกลิ่นเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
ผมเปิดไฟ ก่อนทรุดนั่งลงบนเก้าอี้เพียงตัวเดียวข้างผนัง บนผนังนั่นเอง บักเหวินเพื่อนรักกำลังยืนยิ้มแฉ่งอยู่ในรูปถ่ายใบย่อม ๆ เขายืนกอดคอกับผู้ชายอีกสองคน แต่ละคนใส่เสื้อยืดสีเหลือง คาดหัวด้วยริ้วผ้าสีเหลืองเช่นเดียวกัน บนแถบผ้าตรงหน้าผาก มีตัวหนังสือสีแดงเขียนคำว่า “กู้ชาติ” เห็นเด่นชัด
ผมจ้องมองรูปนั้นด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย รูปของเหวินยื่นเด่นเห็นชัดอยู่กลางเพื่อนกู้ชาติทั้งสอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉากหลังของรูปเป็นภาพผู้คนจำนวนมากในเสื้อเหลืองอร่ามเรืองราวทุ่งทานตะวัน ดวงตาของเหวินเป็นประกายมุ่งมั่น ต่างกับแววตากลวงโหวงที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อสักครู่
“พวกกู้ชาติ” ผมทวนข้อความนี้อยู่ในใจ บางทีเรื่องทั้งหมดมันอาจจะเริ่มจากตรงนี้กระมัง...


ถ้าเรื่องมันเริ่มจากตรงนี้จริงๆ เชื่อได้เลยว่าเรื่องทั้งหมดที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้น หากบักเหวินยังอยู่ที่หมู่บ้านของเรา ใครจะเชื่อเล่าว่า เด็กหนุ่มท่าทางหงิมๆ และพูดน้อยอย่างบักเหวินจะมาสนใจเรื่องการบ้านการเมืองกับเขาได้ ว่ากันว่า ตอนมีสิทธิ์ได้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก มันยังทำเครื่องหมายกากะบาดในบัตรเลือกตั้งลงไปครบทุกช่อง ครูคำพันหนึ่งในกรรมการนับคะแนนในครั้งนั้น ยังเคยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังในวงเหล้าว่า พอเห็นบัตรเลือกตั้งใบนั้น แกนึกได้ทันทีว่าต้องเป็นของบักเหวินอย่างไม่ต้องสงสัย มีบักเหวินคนเดียวเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้ แกอ้างว่า สมัยเป็นนักเรียน เวลามันทำข้อสอบวงกลม บักเหวินวงเสียหมดตั้งแต่ข้อ ก ไปจนถึงข้อ ง. ทำเอาครูที่ตรวจข้อสอบงงเป็นไก่ตาแตก เพราะมันตอบถูกเสียทุกข้อ แต่พอหยิบกระดาษคำตอบของบักเหวินขึ้นมาส่องดูอีกที แกก็ถึงบางอ้อ
คนที่กาบัตรเลือกตั้งยังไม่ถูก คนที่ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มยังจำชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้สักคนเดียว จะข้าไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ผมเองยังนึกแทบไม่ออก ถ้าจะให้ลำดับเรื่อง ผมว่าคงต้องย้อนไปอีกสักหน่อย มันน่าจะเป็นตอนที่เขาเปลี่ยนงานจากกรรมกรก่อสร้างไปเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั่นแหละ….
นั่นเป็นปีที่สามที่ผมกับบักเหวินมาร่วมหัวจมท้ายอยู่ในห้องเช่าซ่อมซ่อแห่งนี้ ความรู้แค่ปวช. อย่างผมอาจมีภาษีกว่าเหวินเล็กน้อย ที่ไม่ต้องไปแบกถังปูนในไซส์งานก่อสร้างให้เหนื่อยแรง แต่ถึงจะเป็นช่างทาสี ทั้งผมกับเหวินก็คือกรรมกรก่อสร้างผู้ต่ำต้อยอยู่ดี
“เบิ่งตะเว็นแดง ยามมื้อแลงแล้วคึดฮอดบ้าน กลับมาจากทำงาน นั่งฝันส่งใจไปหา ความจนขับไล่ ตัดใจหนีไกลบ้านมา จากพ่อแม่ชราอยู่เมืองฟ้า สู้งานอยู่เพียงลำพัง....”
เพลง “คึดฮอดคนไกล” ของไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนงานก่อสร้าง ผุดแว่วขึ้นมาในหูเมื่อผมนึกมาถึงตอนนี้ ใบหน้าซื่อๆ ตามแบบฉบับผู้บ่าวไทบ้านของเหวินก็โผล่ตามมาติดๆ เขาชูแก้วเหล้าไว้ในมือ ส่ายไปมา พลางแหกปากร้องเพลงของไมค์ ภิรมย์พรจนคอขึ้นเอ็น เหวินร้องเพลงนี้เสมอ เมื่อเราตั้งวงกินเหล้าขาวหลังเลิกงาน เพียงเขาเริ่มต้นแค่ท่อนแรก ก็ทำเอาพวกเรานั่งซึมไปตามๆ กัน
ชีวิตคนงานก่อสร้างในเมืองฟ้าบางกอก ขังเราแทบทั้งหมดไว้ในโลกของงานหนัก ในปีแรกเราทั้งสองยังไม่มีห้องเช่าเป็นของตัวเอง ที่พักประจำของเราก็คือ เพิงพักคนงานในไซส์ก่อสร้างที่โยกย้ายไปเรื่อย ๆ แต่พอย่างเข้าปีที่สอง ผมก็ชวนเหวินมาเช่าห้องเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่ซุกหัวนอน ปีนั้น ผมกับเหวินไม่ค่อยได้พบกันบ่อยนัก บริษัทของผมได้งานทาสีศูนย์การค้าแห่งหนึ่งแถวชะอำเลย ผมเลยต้องไปทำงานที่นั่นเสียหลายเดือน กลับมาอีกทีบักเหวินก็กลายเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงวินมอเตอร์ไซค์ปากซอยไปเสียแล้ว นอกจากเพลง “คึดฮอดคนไกล” ที่เขายังร้องอยู่เช่นเดิม ผมพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเสี่ยวคนนี้เริ่มเปลี่ยนไป
ดูเหมือนเหวินจะหาเงินได้มากขึ้น หลายครั้งที่เขาออกเงินซื้อเหล้าซื้อกับแกล้มเลี้ยงผม ในวงเหล้า เราคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ในที่สุดก็วกกลับไปที่หมู่บ้านทุกครั้งไป ทุกครั้งที่พูดเรื่องบ้านเกิดอันแสนไกล บักเหวินจะกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
ผมรู้ว่าเขามีความสุข หมู่บ้านไม่ได้มีเพียงอดีตที่เราลืมทิ้งไว้ สำหรับผมอาจจะใช่ แต่กับเหวินแล้ว ที่นั่นคือความหวังของเขา คือฟืนมัดใหญ่ที่ทำให้กองไฟแห่งความฝันของเขาลุกโชนอยู่เสมอ
“...เก็บเงินได้ดั่งฝัน สักวันสิได้ไปหา ถึงตัวอยู่ไกล แต่ใจทิ้งไว้บ้านนา เบิ่งตะเว็นบนฟ้า คึดฮอดแต่หน้าคนไกล”
เหวินร้องเพลงนั่นอีก เขาใส่อารมณ์กับมันเต็มที่ เพลงท่อนสุดท้ายคือตอนที่เขาร้องซ้ำจนผมจำได้ขึ้นใจ แน่ละเมื่อถึงตอนนี้ เขาต้องนึกถึงเธอ แม่สาวคนไกลที่เขาเฝ้าแต่คะนึงถึง แต่ผมไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใคร มีตัวตนอยู่หรือไม่ เพราะเขาไม่ยอมปริปากเรื่องพรรค์นี้ให้ฟังสักครั้งเดียว
แต่คนเราก็ควรมีความฝันมิใช่หรือ เหวินอาจมีใครสักคนจริงๆ ไว้ให้คิดถึง เธออาจเป็นผู้โดยสารสักคนที่เขาเคยรับส่งอยู่เป็นประจำแล้วเก็บมาฝันถึง หรือไม่เขาก็อาจสร้างเธอขึ้นมาในจินตนาการ อาจเป็นเพราะเขาฟังเพลงไมค์ ภิรมย์พรมากเกินไป มากเสียจนหลงทึกทักเอาว่าตัวเองคือเจ้าของเสียงพูดในเพลงเหล่านั้น
แต่ผู้หญิงคนนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีก็ช่างมันเถอะ เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือการที่เขามาขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างหาก เขาบอกว่าเพื่อนคนงานด้วยกันเป็นคนชักชวนมาทำ เขารู้จักพวกวินมอเตอร์ไซค์หลายคน คนพวกนี้มีเวลาว่างเยอะ ก็อย่างที่เราเห็